tweetbutton

วันเสาร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เรื่องของจีนยุคแรกเริ่มกับหนังเรื่อง“ศึกเทพสวรรค์บัลลังก์มังกร” : โจ้วอ๋อง...ทรราชย์ยุคแรกของจีน

เรื่องนี้ในหนังเรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัยปลายราชวงศ์ซางย่างเข้าราชวงศ์โจว โดยจุดเริ่มอยู่ที่การที่โจ้วอ๋อง(หรือติวอ๊วงในจีนแต้จิ๋ว)กล่าววาจาจาบจ้วงเจ้าแม่หนี่ว์วา(หรือหนึ่งออในแต้จิ๋ว)ผู้สร้างมนุษย์ และได้ช่วยเหลือโลกโดยอุดท้องฟ้าด้วยหิน5สีเมื่อครั้งเสาค้ำโลกล้มลง ในขณะที่ทำการสักการะประจำปีซึ่งได้เกิดเหตุลมพัดชุดทรงของเทวรูปจนเปิด เห็นรูปร่างภายใน(เทวรูปสมัยนั้นสร้างแบบมีสัดส่วนเหมือนจริง)ว่า หากได้มาเป็นมเหสีก็คงดี เจ้าแม่จึงพิโรธ และได้สั่งให้เจียงจื่อหยาและเซินกงเป้ามาสั่งสอนโจ้วอ๋อง(โจ้วอ๋องเป็นฮ่องเต้ที่โหดร้ายชอบสงคราม) โดยเซินกงเป้าได้ใช้ปีศาจ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ส่วนเจียงจื่อหยาใช้คุณธรรมช่วย แต่เมื่อไม่อาจบรรลุเป้าหมาย เพราะเซินกงเป้าใช้ปีศาจจิ้งจอกเข้าสิงต๋าจี เพื่อยั่วยวนโจ้วอ๋องจนบ้านเมืองระส่ำระสาย ขุนนางตงฉินถูกกังฉินให้ร้ายจนต้องตาย จึงได้หนีไปแคว้นซีฉี เพื่อร่วมมือกับโจวเหวินหวังแข็งเมืองกับโจ้วอ๋อง และต่อมาเมื่อสิ้นโจวเหวินหวังแล้ว โจวอู่หวังได้ครองราชย์ต่อมา จึงได้เปลี่ยนเป้าหมายเพื่อโค่นล้มโจ้วอ๋อง และสำเร็จในเวลาต่อมา

นี่คือเรื่องราวโดยคร่าวๆของหนังเรื่องนี้ครับ ทีนี้จะขอเล่าเรื่องในส่วนที่แตกต่างและเพิ่มเติมบ้าง

เจ้าแม่หนี่ว์วา เป็นมเหสีของจักรพรรดิฝูซี จักรพรรดิยุคดึกดำบรรพ์ของจีน เป็นผู้สร้างมนุษย์ตามความเชื่อของจีน มีตำนานว่าได้สั่งให้ปีศาจจิ้งจอก ปีศาจพิณ ปีศาจไก่ มาทำให้บ้านเมืองล่มสลาย โดยไม่ให้ผู้คนเดือดร้อน แต่ทั้ง3ทำผิดเงื่อนไข จึงได้ถูกลงโทษ

โจ้วอ๋อง เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ซาง เจ้าของนโยบาย “เสาทองแดง บ่ออสรพิษ”รวมถึงสร้างสิ่งก่อสร้างที่เกณฑ์ประชาชนมามาสร้างจนล้มตายหลายคน(ภายใต้การส่งเสริมจากต๋าจีฮองเฮาผู้ล่มเมือง)

ต๋าจี เดิมทีเป็นลูกสาวเจ้าเมืองภายใต้อาณัติของโจ้วอ๋อง ถูกส่งตัวมาเพื่อเป็นสนม ต่อมาถูกปีศาจจิ้งจอก9หางสิง และได้นำความล่มจมของราชวงศ์ซางในต่อมา

โจวเหวินหวัง เป็นเจ้าเมืองซีฉี เดิมชื่อจีชาง เชี่ยงชาญการทำนายด้วยกระดองเต่า(ต่อมาคือคัมภีร์อี้จิง)มีตำนานว่าถูกต๋าจีบังคับให้กินลูกชิ้นที่ทำจากเนื้อของลูกตัวเอง ซึ่งถูกประหารก่อนหน้า และเมื่อกลับถึงเมืองซีฉีก็ได้สำรอกออกมาเป็นกระต่าย ขึ้นไปอยู่บนดวงจันทร์ กับเทพธิดาฉางเอ๋อ


เจียงจื่อหยา(จีนแต้จิ๋วเรียกเกียงจูแหย) เป็นกุนซือคนสำคัญของโจวเหวินหวังและโจวอู่หวัง ก่อนหน้าเคยเป็นขุนนางราชวงศ์ซาง แต่ถูกต๋าจีกำจัด แต่หนีรอดมาได้ จึงมาอยู่ป่า และได้ตกปลาโดยใช้เบ็ดตรงรอโจวเหวินหวังเป็นที่มาของรูปปั้นเกียงไท้กงตกปลา หรือที่หลายๆคนมักจะเห็นรูปปั้นตาแป๊ะตกปลานั่นเอง

โจวอู่หวัง เป็นผู้ปราบโจ้วอ๋องลงสถาปนาราชวงศ์โจวปกครองจีน

เรื่องราวนี้ค่อนข้างมีอภินิหารแฝงอยู่มาก ลองอ่านเพิ่มเติมในหนังสือไคเภ็ก และห้องสินได้ครับ

ซิหยิ่นกุ่ย แม่ทัพคู่บุญถังไท่จง เรื่องเพิ่มเติมจาก “ซิยิ่นกุ้ย จอมทัพคู่บัลลังก์”

เซวีย เหริน กุ้ย หรือที่คนไทยรู้กันในนามว่า “ซิยิ่นกุ้ย” แต่จริงๆถ้าจะออกเสียงให้ถูกต้องในภาษาจีนแต้จิ๋วแล้ว ต้องออกเสียงว่า “ซิ หยิ่น กุ่ย“ เป็นแม่ทัพใหญ่ในช่วงปลายสมัยของถังไท่จง ขึ้นชื่อในฝีมือการรบ เคยรบกับอาณาจักรโคกูรยอทางเกาหลีด้วย (ในค.ศ.640ช่วงปลายสมัยโคกูรยอแล้ว ด้วยความร่วมมือกันกับอาณาจักรชิลลาสมัยพระนางซอนต๊อก ซึ่งความจริงก่อนหน้านี้จีนไม่เคยชนะโคกูรยอมาก่อน แต่ทว่าหลังโคกูรยอเสียนายพล ยอนแกโชมุนไป โคกูรยอก็อ่อนแอลงอย่างชัดเจน จนเสียเอกราชแก่ชิลลาในค.ศ.642) และได้รบกับทิเบต ในค.ศ.670 และเสียชีวิตในค.ศ.683



มีตำนานกล่าวขานว่าถังไท่จงทรงสุบิน(ฝัน)ร้ายว่ามีปีศาจทำร้าย และขุนพลชุดขาวก็มาช่วย โดยฉีม่อกงก็ได้ทำนายว่าบุคคลนี้จะเป็นแม่ทัพที่มาช่วยพระองค์ ถังไท่จงจึงได้สั่งให้ประกาศรับสมัครทหาร และซิยิ่นกุ้ยก็ได้เข้ารับราชการและสร้างผลงานจนได้เป็นแม่ทัพใหญ่ และกินถึงวันละ7ถัง!!! แต่ตายด้วยฝีมือลูกชาย “ซิ เต็ง ซาน” ที่ฝันร้ายว่าถูกเสือกระโจนใส่ ซึ่งมีเรื่องที่กล่าวกันว่า ซิยิ่นกุ้ยเป็นเทพเสือขาวจุติมา(จุติแปลว่าตายนะครับ ไม่ได้แปลว่าเกิดอย่างที่เข้าใจกัน)ส่วนซิเต็งซานเป็นเทพมังกรเขียว ซึ่งตรงข้ามกัน (ตามหลักฮวงจุ้ย มี4ทิศคือ เหนือ – เต่าดำ,ใต้ – หงส์แดง ตะวันออก – เสือขาว และตะวันตก – มังกรเขียว) ซึ่งเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิง หลังสมัยราชวงศ์ถังแล้ว




เรื่องราวของซิยิ่นกุ้ยถูกนำมาทำเป็นหนัง รวมถึงงิ้ว และ“กวยแฉะ”เพลงงิ้วของจีน ซึ่งเรื่องราวจะยาวไปจนถึงรุ่นหลานของซิยิ่นกุ้ย คือ “ซิ กัง” และ1ในนั้นก็คือ “ซิยิ่นกุ้ย จอมทัพคู่บัลลังก์” แต่ทว่าเรื่องราวกลับจบลงที่รุ่นซิยิ่นกุ้ยเอง ไม่ได้ยาวจนรุ่นหลาน ซึ่งถ้าต่อจากนั้นมีตำนานว่าซิเต็งซานถูกประหารทั้งตระกูล ในสมัยถังเกาจง(หลี่จื้อ)โดยถูกกังฉินให้ร้าย พอต่อมาได้ขุดสุสานที่ฝังศพของตระกูลซิ ก็ได้พบว่าส่วนหัวกับส่วนลำตัวได้ต่อเข้ากัน เฉิงเหย่าจิน(ที่ในหนังเรียกกันว่าพระพันปีเฉิง)ก็ได้หัวเราะว่าซิเต็งซานนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ จนตายด้วยวัย120 ปี

เพิ่มติมอีกเล็กน้อยด้วยเรื่องของ “เว่ย เจิง” ขุนนางตงฉินของถังไท่จง ซึ่งในหนังเป็นผู้ทัดทานเรื่องบำเหน็จของแม่ทัพที่ไปรบในป๋อเหลียว(รวมถึงซิยิ่นกุ้ยด้วย)บุคคลนี้ได้ชื่อว่าเป็นกระจกวิเศษของถังไท่จง ทัดทานเรื่องต่างๆที่เห็นว่าไม่สมควร ไม่ดีต่อบ้านเมืองของถังไท่จง เมื่อถึงแก่อสัญกรรม ถังไท่จงทรงเสียพระทัยอย่างมาก พระองค์ทรงตรัสว่า:
การใช้คันฉ่องทองเหลืองสามารถส่องดูการแต่งตัวได้ เฉกเช่นเดียวกับการนำประวัติศาสตร์มาเป็นกระจกเงาสะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรืองและการล่มสลาย ดังนั้น การนำคนมาเป็นกระจกเงาสามารถทำให้ล่วงรู้ความถูกและความผิดได้เช่นกัน บัดนี้เว่ยเจิงได้เสียชีวิตไปแล้ว ข้าก็ถือว่ามีกระจกเงาน้อยลงไปอีกหนึ่งบาน

อีกหนึ่งคน อี้ ฉือ กง เป็นแม่ทัพใหญ่ของราชวงศ์ถัง จัดได้ว่าเป็นแม่ทัพที่ร่วมรบกับถังไท่จงมาตลอด ซึ่งก็มีตำนานว่าเขามี แส้โบยอ๋อง ที่สามารถโบยฮ่องเต้ประพฤติผิดได้ และได้มีคำทำนายว่าม้าตาย แส้หัก คนตาย ซึ่งอี้ฉือกงมีม้าส่วนตัวชื่อม้าเมฆดำ และเมื่อซิยิ่นกุ้ยถูกให้ร้าย เขาได้เข้าเฝ้าถังเกาจง เพื่อขออภัยโทษ แต่เมื่อไม่เป็นเช่นนั้น อี้ฉือกงจึงได้ใช้แส้นี้ไล่ตีถังเกาจงจนแส้หัก และเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าตัวจึงฆ่าตัวตายโดยเอาหัวโขกเสา

โดยสมัยของซิยิ่นกุ้ยตรงกับสมัยปลายสามก๊กเกาหลี และตรงกับไทยสมัยทวาราวดี และยุคกลางของยุโรป


วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553

เทศกาลขนมไหว้พระจันทร์ การไหว้ ประเพณี ประวัติศาสตร์ การแข่งขัน

เทศกาลไหว้พระจันทร์ เป็นเทศกาลไหว้ที่ 5 ของปี ตรงกับวันที่15 เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติจีน (ราวๆกันยายน-ตุลาคม)มีที่มาหลากหลายดังนี้ครับ

1.เกิดขึ้นในสมัยฮั่นอู่ตี้แห่งราชวงศ์ฮั่น เป็นประเพณีไหว้ประจำฤดูใบไม้ร่วง

2.เกิดขึ้นในปลายสมัยมองโกล ที่ชาวบ้านจะยัดใบนัดหมายกันเพื่อรวมตัวขับไล่มองโกลออกไป ลงในขนมไหว้พระจันทร์ โดยที่ชาวมองโกลไม่รู้เรื่องเลย เพราะคิดว่าเป็นเรื่องปกติ พอถึงเดือน 8 ปุ๊บ ทหารมองโกลก็ถูกขับไล่ไปจนหมด

3.เป็นการไหว้เทพธิดาฉางเอ๋อที่ช่วยเหลือด้านการเกษตรของชาวนา

ส่วนเรื่องการไหว้ ปกติจะไหว้กันด้วยเครื่องสำอาง เครื่องประทินโฉมตามแบบของผู้หญิง และขนมไหว้พระจันทร์ ไส้ต่างๆก็ว่ากันไป (ซึ่งจริงๆใส้ทุเรียนมีเฉพาะในไทย และปกติเขามีแค่โหงวยิ้ง หรือถั่ว5อย่าง)และถ้าจะให้เต็มรูปแบบแล้ว ต้องมีเนี่ยเก็งหรือตำหนักเจ้าแม่ ที่เป็นราวแขวนม่านประดับกระดาษพับลวดลายต่างๆอย่างสวยงาม และจัดไหว้ตอนค่ำ



ตัวอย่างเนี่ยเก็งภาพเมื่อ2528ของคุณแม่ แม่บอกว่าใช้เวลาทำนาน ปัจจุบันไม่ได้ทำแล้ว

พูดถึงเรื่องการแข่งขันกันบ้าง ถ้าเมื่อก่อนก็เห็นจะเป็นเนี่ยเก็งนี่เอง โดยเฉพาะชุมชนชาวจีนละก็ จะเห็นกันพรึ่บ ในภาพ ขอให้ดูที่ด้านหลัง จะมีเนี่ยเก็ง2หลัง 2บ้าน ตั้งข้างๆกัน




แต่ทว่า ปัจจุบันคงไม่ใช่อีกแล้ว เห็นจะเป็นขนมไหว้พระจันทร์ซะมากกว่า ทั้งโปรโมชั่น 4แถม1 แถมกล่องสวยๆมั่งแหละ ไส้ขนมที่พิสดารยิ่งกว่าเดิม เช่น ไส้ชาเขียว กาแฟ แถมบางเจ้าเป็นช็อคโกแลตเลยก็มี แถมลดราคาอีก ไปๆมาๆลูกค้าอย่างเราๆเลือกกันไม่ถูกเลยทีนี้

วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2553

ชอนชู หัวใจเพื่อแผ่นดิน : พัลแฮ....อาณาจักรนี้มาจากไหน

จากละครเรื่องชอนชู หัวใจเพื่อแผ่นดิน ที่ออกอากาศเป็นตอนแรกเมื่อครู่นี้( 12 ก.ย. แทนซอนต๊อก) มีส่วนหนึ่งของเรื่องที่ระบุถึงอาณาจักรพัลแฮ ที่มีรองแม่ทัพเป็นโอรสรัชทายาทพัลแฮ โดยอาณาจักรนี้ มีที่มาดังนี้ครับ


อาณาจักรพัลแฮ เป็นอาณาจักรของชาวโคกูรยอเดิมที่ตั้งโดยแม่ทัพของโคกูรยอตั้งเป็นอาณาจักรขึ้น ตั้งขึ้นหลังการล่มสลายของโคกูรยอ การเกิดอาณาจักรนี้ได้ส่งผลต่อความมั่นคงของชิลลา จึงได้ขอให้จีนในสมัยราชวงศ์ถังเข้าโจมตี แต่ทางจีนได้ยอมรับฐานะของอาณาจักรนี้และทางพัลแฮก็ได้เจริญสัมพันธกับจีน (ต่างจากสมัยที่เป็นโคกูรยอ ที่ค่อนข้างไม่ชอบจีนอยู่พอควร) ต่อมาได้ล่มสลายลงจากการโจมตีของเผ่าชิตันและชนชั้นสูงของพัลแฮก็ได้อพยพลงใต้และรวมเข้ากับโครยอ(เท่ากับว่าอาณาจักรนี้สิ้นสุดในเวลาที่ใกล้เคียงกับชิลลา)โดยชาวพัลแฮก็ได้เข้ารับราชการในอาณาจักรโครยอนั่นเอง

ส่วนชื่ออาณาจักร อาจเรียกได้ 2 ชื่อ คือ บัลแฮ และ พัลแฮครับ ส่วนทางจีนจะเรียกว่า ป๋อไห่


วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

ชอนชู...หัวใจเพื่อแผ่นดิน...สภาพเกาหลีก่อนยุคสมัยของชอนชู

ซีรี่ย์เรื่องซอนต๊อกซึ่งกำลังจะจบลงไปนั้น หลังจากที่รวมสามก๊กเป็นหนึ่งเดียวได้ในสมัยพระเจ้ามูยอล(คิมชุนชู)แต่แล้วก็กลับมาแตกแยกเป็นสามก๊กอีกครั้งในค.ศ.900 โดยมี 3 อาณาจักร คือ หูแพกเจ หูโคกูรยอ (หูภาษาเกาหลีแปลว่าหลัง จึงแปลได้ว่า แพกเจยุคหลัง และโคกูรยอยุคหลัง) และชิลลาเดิม แต่แพกเจยุคหลังก็ล่มสลายไปก่อน จึงเหลือโคกูรยอยุคหลัง ซึ่งมีผู้นำคือ วังกอน ก็สามารถรวมทั้งสามก๊กได้อีกครั้ง และกษัตริย์ชิลลาองค์สุดท้ายก็ได้สวามิภักดิ์ต่อวังกอนโดยสันติ วังกอนจึงปราบดาตนเป็นกษัตริย์และตั้งชื่ออาณาจักรใหม่ว่า โครยอทรงพระนามว่า พระเจ้าแทโจ (ชื่อโครยอนี้ กลายเป็นที่มาของ Korea และเกาหลีในปัจจุบัน)



ต่อมาเผ่าชิตัน(หรือเผ่าเหลียวที่รุกรานจีน)ก็เริ่มรุกรานโครยอ โดยเริ่มรุกรานอาณาจักรพัลแฮ(ของโคกูรยอเดิม ที่ตั้งขึ้นทางเหนือของชิลลา)และเริ่มขัดแย้งกับโครยอ...รายละเอียดที่เหลือดูในละครก็แล้วกันนะครับ แต่ที่แน่ๆพระเจ้าแทโจ มีคำสั่งไว้ว่าไม่ให้รับวัฒนธรรมชิตันโดยเด็ดขาด ถือเป็นหลักการปกครอง 1 ใน 10 ข้อ ที่เรียกว่า ฮุนโยซิบโจ

วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน VS Elizabeth The Golden Age หนังสนุกกับจุดที่คล้ายกัน

หลังจากที่ได้ดูซอนต๊อกในวันที่ผ่านมา ทำให้ผมนึกถึงหนังเรื่องที่สนุกๆเรื่องหนึ่ง คือเรื่องนี้นี่แหละครับ Elizabeth The Golden Age หรือ เอลิซาเบธ ราชินี บัลลังก์ทอง (น่าจะแปลว่ายุคทองมากกว่า) ในเรื่องนี้ เป็นหนังอิงประวัติศาสตร์อังกฤษ สมัยพระนางเอลิซาเบธที่1 แห่งราชวงศ์ทิวดอร์ ซึ่งมีชะตาชีวิตคล้ายกับราชินีซอนต๊อก ที่ก่อนครองราชย์ ต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆนานา และขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับอิทธิพลของแมรีที่1 หรือแมรี่กระหายเลือด แมรี่ก็คงคล้ายกับมีซิล ที่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองมีอำนาจ แต่แมรี่หนักกว่าเพราะทรงสมรสกับฟิลิปที่ 2 กษัตริย์แห่งสเปน และเมื่อสมรสแล้ว กลับกลายเป็นว่าทรงนำอังกฤษเข้าร่วมสงครามกับสเปน จนในที่สุดเมืองคาเล่ส์ ซึ่งเป็นเมืองสุดท้ายที่อังกฤษมีเหลืออยู่บนยุโรป(ลองกลับไปอ่านหัวข้อสงคราม100ปีดูนะครับเผื่อเข้าใจเรื่องเมืองนี้มากขึ้น)


เรื่องในหนังทั้งสอง ที่น่าจะมีส่วนเกี่ยวกัน ก็คงเป็นสงครามที่พระนางเอลิซาเบธทรงทำกับสเปน คือสงครามอาร์มาดาซึ่งเป็นสงครามครั้งใหญ่และเป็นสงครามที่ทำให้สเปนอ่อนอำนาจลงในยุโรป หลังจากที่เป็นมหาอำนาจของยุโรปมานาน ขณะเดียวกันการรบกับแพกเจของชิลลานี้ ก็ทำให้แพกเจอ่อนแอจนถูกชิลลายึดครองเช่นกัน นอกจากนี้ นิสัยของทั้งสองราชินี ก็เหมือนกันที่ไม่ยอมแต่งงานกับชายใด เพราะไม่ต้องการให้ใครมามีบทบาทเหนือตัวพระองค์เอง ขณะเดียวกัน ทั้งสองก็มีขุนพลคู่ใจ คือ เซอร์ วอลเตอร์ ราเลห์ และ แม่ทัพ คิมยูซิน เคยเป็นคนรักของราชินีทั้งสองด้วย อีกจุดหนึ่ง พระนางแมรี่ สุดท้ายก็ถูกประหาร แต่พระนางเอลิเบธไม่เต็มใจลงพระนามในคำสั่ง ส่วนราชินีซอนต๊อก ก็ไม่ได้ต้องการประหารมีซิล แต่ต้องการเอาตัวมีซิลมาใช้งาน แต่นางกลับกินยาตายซะก่อน

และนี่คือpartแรกของหนังเรื่องนี้ ถ้าต้องการดูต่อก็คลิกดูได้เลยครับ

type="application/x-shockwave-flash" >
Elizabeth The Golden Age อลิซาเบธ ราชินีบัลลังก์ทอง 1/5 - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่

วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553

วันนี้ในอดีต...ยุทธภูมิเมืองเครซี ในสงครามร้อยปี

สงครามร้อยปี(ค.ศ.1337-1453)เป็นสงครามระหว่างอังกฤษ – ฝรั่งเศส ชื่ออาจเรียกว่าร้อยปี แต่เวลามันเกินกว่าชื่อครับ(116 ปี) มีสาเหตุดังนี้

1. อังกฤษในสมัยราชวงศ์เพลนตาจิเนต (กษัตริย์ที่ขึ้นชื่อหน่อยก็คือ พระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์ แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับไพโรจน์ ใจสิงห์นะครับ 555 อีกหนึ่งก็คือ พระเจ้าจอห์น ที่ถูกบังคับให้ลงนามในมหาบัตร แมกนา คาร์ตาที่จะนำไปสู่การมีรัฐธรรมนูญของอังกฤษ) มีที่ดินอยู่จำนวนมากในดินแดนฝรั่งเศส ซึ่งดินแดนที่มีจำนวนมากเหล่านี้ ก็เกิดจากการสมรสกันระหว่างกษัตริย์อังกฤษกับเจ้าหญิงฝรั่งเศส และฝรั่งเศสก็ต้องการดินแดนเหล่านี้คืน

2. กษัตริย์อังกฤษ(พระเจ้าเอ็ดวาร์ดที่ 3)ทรงเรียกร้องสิทธิ์ในราชบัลลังก์ฝรั่งเศส(เพราะตอนนั้นฝรั่งเศสหมดราชวงศ์ครับ)โดยได้อ้างสิทธิ์ทางพระมารดา

3. อังกฤษไม่พอใจฝรั่งเศสหลายเรื่องเช่น การให้ความช่วยเหลือแก่สก็อตแลนด์ในการทำสงครามกับอังกฤษของฝรั่งเศส หรือการขัดขวางการค้าขนสัตว์และเหล้าองุ่นของอังกฤษกับแฟลนเดอร์ของฝรั่งเศส

โดยผลของสงครามนี้ก็คือ อังกฤษเสียเมืองบนฝรั่งเศสทั้งหมดเหลือเพียงเมืองคาเลส์เท่านั้น และฝรั่งเศสก็เป็นฝ่ายชนะโดยความสามารถของโจน ออฟ อาร์ค ที่สุดท้ายก็ถูกกล่าวหาเป็นแม่มดและถูกเผาทั้งเป็น และต่อมาเธอได้รับสถาปนาเป็นนักบุญ


โจน ออฟ อาร์ค (ขอบคุณภาพจาก th.wikipedia.org)

ส่วนเรื่องของยุทธภูมิเครซี ถือเป็นยุทธภูมิที่มีการใช้อาวุธสมัยใหม่ขึ้น โดยที่อังกฤษเป็นผู้ชนะในยุทธภูมินี้